Array

การผจญภัยที่น่าทึ่งของ "นาฬิกาเรือนที่สอง"

แบรนด์

ทุกคนสามารถบอกได้ว่านาฬิกาที่เห็นเป็นนาฬิกา Swatch ก็เพราะมีบางอย่างที่ทำให้ Swatch แตกต่างไปจากนาฬิกายี่ห้ออื่นๆ แล้วมันคืออะไรล่ะ… รูปร่างหน้าตา สีสัน วัตถุดิบที่ทำจากพลาสติก หรือเป็นเพราะดีไซน์การออกแบบ หรือข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นนาฬิกาสวิสและมีความหลากหลายพอ ที่จะสวมใส่เข้าได้กับทุกอย่าง Swatch มีนาฬิกาให้เลือกสำหรับผู้สวมใส่ทุกวัย ทุกโอกาส และ Swatch ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ครอบคลุมตลาดผู้ซื้อ เพราะ Swatch สะท้อนทัศนคติ การใช้ชีวิต การมองสิ่งต่างๆ รอบตัว รูปลักษณ์ของ Swatch สร้างอารมณ์ให้แก่ผู้สวมใส่ ฉะนั้นการสวม Swatch จึงเป็นการสื่อสารวิธีหนึ่ง ที่จะบอกให้โลกรับรู้โดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด จากเบื้องลึกในใจ

ปฏิวัติของ Swatch

เรื่องราวของ Swatch เป็นเรื่องราวแห่งการปฏิวัติ ในปีพ.ศ. 2526 การเผยโฉมของนาฬิกาสวิส ที่ทำจากพลาสติกในราคาที่คนธรรมดาสามารถจ่ายได้ทำให้โลกแห่งนาฬิกาต้องตะลึง เพราะจู่ๆ นาฬิกาได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการเป็นเครื่องมือจับเวลา นาฬิกากลายเป็นภาษาใหม่ เป็นการสื่อสารจากใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ นาฬิกา Swatch เป็นสัญลักษณ์ของความปีติยินดี การประกาศจุดยืนที่ยุแหย่ และเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นเพียงแค่พลิกข้อมือไปมา และแม้ว่าเวลาจะผ่านไป 30 กว่าปี พลังปฏิวัติก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม: Swatch บอกถึงบางอย่างและทุกคนเข้าใจดี

แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอมา

การเริ่มต้นของการผจญภัย

ช่วงปลายยุค 1970 นาฬิกาสวิสถือเป็นผลงานแห่งงานฝีมือที่ประณีต เป็นเครื่องมือจับเวลาที่โดดเด่นมีค่า มอบให้กันเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เทิดทูนไปชั่วชีวิต เหมือนกับกลไกจักรกลที่ซับซ้อนที่ช่างทำนาฬิกาต้องค่อยๆ วางลงอย่างพิถีพิถัน นาฬิกาสวิสจึงเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป (ถ้าเคยเปลี่ยน) อย่างเชื่องช้าและสุขุมรอบคอบในความเร็วที่เทียบเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง อาจมีการเสนอรุ่นใหม่ๆ บ้าง แต่ในเรื่องวิธีการผลิตนั้นแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย แล้วยังไงเหรอ… อยู่ดีๆ ก็เกิดวิกฤตการณ์น่ะสิ ไม่ใช่ในลักษณะที่เกินคาดเสียทีเดียว แต่ในลักษณะที่พยายามเพิกเฉยกันนานเกินไป เพราะในชั่วเวลาข้ามคืน ตลาดนาฬิกากลับมีนาฬิกาจากเอเชียที่ใช้กลไกการทำงานระบบควอตซ์วางขายอยู่ทุกแห่งหน ซึ่งเป็นเครื่องจับเวลาที่ดี และส่วนใหญ่เที่ยงตรงเท่าๆ กับนาฬิกาจักรกลที่ดีที่สุด นอกจากนั้นยังราคาถูกอีกต่างหาก คนไม่ต้องเก็บออมเป็นเดือนเป็นปีเพื่อที่จะซื้อนาฬิกาสักเรือน และที่วิกฤตที่สุดก็คือใครๆ ก็ไปซื้อมาใช้กัน! แม้แต่คนสวิสเองยังไปซื้อนาฬิกาถูกๆ นั่น!

ด้วยเหตุนี้เอง (แม้แต่ใครที่ไหนก็ยังบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี มูลค่าการส่งออกนาฬิกาสวิสจึงลดเหลือเพียงครึ่งเดียว หุ้นส่วนในตลาดของนาฬิกาสวิสลดลงจากกว่า 50% เหลือเพียง 15% และคู่แข่งจากทวีปเอเชียได้ตัดทอนอาชีพช่างทำนาฬิกาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จาก 90,000 ตำแหน่งลงเหลือไม่เกิน 25,000 ตำแหน่งเท่านั้น กล่าวได้ว่าอาชีพช่างทำนาฬิกากลายเป็นอาชีพที่เกือบ "สูญพันธุ์"

หลังจากนั้น Nicolas G. Hayek กับความคิดปฏิวัติถึงรากเหง้าก็เข้ามาผันเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสวิส จากที่เกือบ "สูญพันธุ์" ไปเป็นความแกร่งที่คาดคิดไม่ถึงในวันนี้ ความคิดสำคัญอย่างหนึ่งของ Nicolas G. Hayek คือความคิดของ "นาฬิกาเรือนที่สอง" ที่ไม่ใช่นาฬิกาประดับอัญมณีราคาแพง แต่เป็นเรือนที่มีเสน่ห์ บอกถึงตัวตนและความรู้สึกของคุณ: สง่า เต็มไปด้วยอารมณ์ ยุแหย่ ยั่วใจ… และเพราะว่านาฬิกาเรือนที่สองไม่ทำให้หมดตัว นาฬิกาเรือนที่สาม เรือนที่สี่ และถัดๆ ไปจึงตามมา... ที่เหลือก็เป็นประวัติศาสตร์ ในปีพ.ศ. 2549 Swatch เฉลิมฉลองการผลิตนาฬิกาเรือนที่ 333 ล้าน และยังคงสู้ยืนหยัดที่จะรักษาตำแหน่งของตนในฐานะแบรนด์เนมที่ใหญ่ที่สุดของโลกยี่ห้อหนึ่งจนถึงปี 2558  นี้ แบรนด์ที่ขึ้นชื่อไปทั่วในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่สนุกสนาน มีสีสันสดใส และเร้าใจ สอดคล้องไปกับกาลเวลาและทิศทางไลฟ์สไตล์

ตลอดหนทางสู่ความเป็นดาวเด่นแห่งสินค้าแบรนด์เนม Swatch ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้นำแห่งนวัตกรรมรอบด้านที่ทุกคนอิจฉา โดยประยุกต์ใช้ความคิดหลักแหลมในทุกด้าน นับตั้งแต่ด้านการค้นคว้าวิจัยและเทคโนโลยี ไปจนถึงการออกแบบและผลิตสินค้า การตลาด การสื่อสาร และการจัดจำหน่ายในรูปแบบการค้าปลีก

จากงานฝีมือประณีตที่ต้องใช้เวลาและความอดทนเข้าสู่ดีไซน์ที่ทันสมัยด้วยการผลิตความเร็วสูง

ช่วงปลายยุค 1970 กับวิกฤตนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกที่ได้รับความนิยมชมชอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กลุ่มวิศวกรในเมือง Fontainemelon (แคว้น Neuchatel) ตัดสินใจพัฒนานาฬิกาทอง ดีไซน์หรูบางเฉียบในชื่อ Delirium Tremens ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีความหนาเพียง 1.98 มม. (ภายหลังหนาเพียง 0.98 มม.) เท่านั้นและถือเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดในประวัติศาสตร์

นาฬิกาดังกล่าวถือเป็นผลงานโต้ตอบเสียงท้าทายจากเอเชีย โดยมีความลับอยู่ที่การผลิตที่เรียบง่ายขึ้นอย่างสุดขีดนั่นเอง พัฒนาการใหม่นี้กล่าวลาการแบ่งนาฬิกาตามรูปแบบเดิมออกเป็นสามส่วน (ฐานล่างสำหรับกลไก ตัวเรือน และกรอบ) และเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่มีตัวเรือนชิ้นเดียว ซึ่งส่วนล่างของตัวเรือนทำหน้าที่เป็นฐานล่างสำหรับกลไกไปพร้อมๆ กัน แต่นาฬิกาบางเฉียบราคาแพงชิ้นนี้ก็ยังไม่สามารถกำจัดนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกที่วางขายอยู่เกลื่อน ให้ออกจากตลาดการแข่งขันได้ ฉะนั้นจึงต้องใช้การปฏิวัติที่ถึงรากถึงโคนขึ้นอีก ความมุ่งมั่นที่จะสร้างนาฬิกาให้สำเร็จได้ง่ายขึ้นจึงตั้งเป้าไปที่การค้นหาวัตถุดิบและวิธีใหม่ ที่จะช่วยให้การผลิตนาฬิกาสวิสประเภทใหม่เอี่ยมอ่องเป็นจริงขึ้นได้…ประเภทที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือน เที่ยงตรง เหมาะสำหรับการผลิตขนานใหญ่ มีหลากสีให้เลือก และทุกคนสามารถซื้อได้นั่นเอง

นาฬิกา Swatch รุ่นแรกตอบรับความต้องการนั้นอย่างลงตัวทุกประการ — เครื่องมือจับเวลามาตรฐานสวิสแต่ทำจากพลาสติก  หลังจากการเปิดตัวไปไม่กี่เดือน Swatch ก็สามารถกวาดเรียกความสนใจจากโลกนาฬิกาได้หมดจด นับแต่นั้นเป็นต้นมา แบรนด์พยายามที่จะขยายขอบจำกัดแห่งเทคโนโลยีออกไปเรื่อยๆ โดยนำวัตถุดิบที่น่าอัศจรรย์ต่างๆ มาใช้ นับตั้งแต่พลาสติก สแตนเลสสตีล และอลูมิเนียม ไปจนถึงใยผ้าสังเคราะห์ ยาง และซิลิโคน บริษัทหาวิถีทางต่างๆ อย่างต่อเนื่องที่จะนำเนื้อวัตถุดิบและสีผสมผสานกับรูปทรงที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเหล่าดีไซน์เนอร์หัวแหลมก็ใช้ประโยชน์จากทุกอย่างที่เทคโนโลยีเสนอให้ การลดจำนวนของส่วนประกอบอย่างถึงรากถึงโคนที่รู้จักกันในชื่อ "การปฏิวัติ 51" นี้ เปิดทางให้กับการประกอบเรือนนาฬิกาที่ทันสมัย และเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์พิเศษก็เปิดโอกาสให้การเสนอสินค้าในกล่องบรรจุที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นจริงขึ้นได้ พัฒนาการอย่างต่อเนื่องในแง่ของการออกแบบ วัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิต ช่วยให้แบรนด์สามารถเสนอนาฬิกาจักรกลให้กับกลุ่มลูกค้าจำนวนมากขึ้นได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาฬิกา Swatch Sistem51 ได้นำการเปลี่ยนแปลงที่ลึกถึงขั้วให้กับการผลิตนาฬิกาจักรกล เพราะในปีพ.ศ. 2556 Swatch นำเสนอนาฬิกาจักรกลเรือนแรกของโลกที่ออกแบบไว้เพื่อการประกอบตัวเรือนอัตโนมัติ  ดีไซน์ใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนี้รวมดีเอ็นเอของ Swatch ที่มีดีไซน์เป็นองค์ประกอบหลัก กับกลศาสตร์พลวัตของนาฬิกาจักรกลอัตโนมัติ (ไขลานอัตโนมัติ)เข้าไว้ด้วยกัน ด้านหลังตัวเรือนที่โปร่งใส เฟือง และพื้นผิวที่ขยายออกได้และพิมพ์ได้ช่วยให้กลไกดูน่าอัศจรรย์ใจขึ้นไปอีก นาฬิการุ่น Sistem51 ที่เหมือนกับนาฬิกา Swatch รุ่นแรกเมื่อ 30 ปีก่อน  ได้ส่งกระแสท้าทายไปยังอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสวิสให้เสนอตัวเองในรูปแบบใหม่อีกครั้ง Sistem51 ได้ขยายขอบเขตของนาฬิกาจักรกลให้กว้างขึ้น แต่หาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านาฬิกาจักรกลสวิสเรือนประหยัดที่สุดด้วยซ้ำ นับตั้งแต่การนำเสนอครั้งแรกในปีพ.ศ. 2556 จำนวนผู้ที่ปรารถนาอยากเป็นเจ้าของ Sistem51 ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้กำลังการผลิตขยายตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การตลาดและการสื่อสาร

"นาฬิกาเรือนที่สอง" ของผู้ก่อตั้ง Nicolas G. Hayek ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารร่วมอยู่เสมอ เป็น "ชิ้นงานที่สื่อนัย" ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้สวมใส่บอกให้โลกรับรู้ว่าตนเป็นใครและรู้สึกอย่างไร จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Swatch ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสื่อสารกับลูกค้า ทุกวันนี้การค้าปลีกอย่างสร้างสรรค์เป็นปัจจัยที่ต้องคอยเอาใจใส่ Swatch จึงมึทั้งร้านค้าแบบโมโนแบรนด์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านแบบ shop-in-shop และแผงขายเล็กๆ ไปทั่วโลก จุดจำหน่ายของ Swatch ในปัจจุบันใช้ประโยชน์จากการจัดร้านแบบแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างละเอียด (modular) เพื่อเสนอการจัดวางที่เรียบง่าย สะอาดตา ทำให้รูปลักษณ์ของนาฬิกา สีสันที่ใช้ และดีไซน์สุดสร้างสรรค์เผยโฉมได้เต็มที่และเป็นศูนย์กลางของความสนใจ สัมผัสแนวคิดนี้ได้ที่ Timesquare ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ชื่อก้องโลกในกรุงนิวยอร์ค ที่โรงแรม The Swatch Art Peace Hotel ที่กรุงเซียงไฮ้ ที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ Champs-Elysées ในกรุงปารีส ที่ถนน WangFuJing ณ กรุงปักกิ่ง และที่ Luk Hoi Tong Tower ที่ ฮ่องกง ร้านค้าเหล่านี้เป็นแบบอย่างให้กับการเปิดร้านต่อๆ ไปในแหล่งที่มีชื่อเสียงในทวีปทั้งห้า

ในปีพ.ศ. 2556 Swatch ฉลองครบรอบ 30 ปีที่งานแสดงนาฬิกาประจำปีระดับโลกที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ห้องแสดงนิทรรศการที่ Baselworld ที่โอ่อ่าถูกแปลงโฉมให้เป็นดาวเคราะห์ Swatch ที่หมุนเวียนไปทุกวัน คอยเผยโฉมความหลากหลายที่นับไม่ถ้วนของแบรนด์ และเป็นแพลตฟอร์มนำเสนอ SISTEM51 ซึ่งเป็นนาฬิกาจักรกลรุ่นล่าสุด  แม่แบบที่วางโชว์ในงานดึงดูดความสนใจสื่อมวลชนทั่วไปและบุคคลในอุตสาหกรรมอย่างมาก Sistem51 แสดงนวัตกรรมความแข็งแกร่งของ Swatch และบริษัทในเครือ Swatch และท้าทายอุตสาหกรรมนาฬิกาจักรกลทั่วโลกไปพร้อมๆ กัน …กลไกที่สร้างความแปลกใหม่ ให้ความแตกต่าง และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้เป็นประโยชน์ เพื่อปลุกประเพณีการทำนาฬิกาของสวิสให้เป็นที่ภูมิใจอีกครั้ง

Swatch Club

จุดประสงค์เริ่มแรกของ Swatch Club คือการเปิดโอกาสให้ผู้สะสมและแฟนของนาฬิกา Swatch ได้พบปะกันและแชร์สิ่งที่ตนรัก อวดผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่ง แลกเปลี่ยนข่าวสาร และพูดคุยเกี่ยวกับนาฬิกา Swatch รุ่นล่าสุด แต่ในวันนี้ Swatch Club ได้พัฒนาเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นกลุ่มแฟนที่กระจายตัวทั่วโลก ที่คอยช่วยโฆษณานาฬิกา Swatch ผ่านทางเครือข่ายสังคมต่างๆ และเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์เหนียวแน่นกับสมาชิกและแฟนๆ  ผ่านทางเว็บไซต์ประจำประเทศในหลากภาษา Swatch Club รวมตัวแฟนๆ ที่ชอบศิลปะ สนใจกีฬา และที่คอยติดตามเทรนด์ล่าสุดเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และการสื่อสารเข้าไว้ด้วยกันทั้งวันและคืน เหล่าแฟนคลับแชร์ประสบการณ์สนุกๆ ที่ได้รับจากแบรนด์กับสมาชิกคนอื่นๆ ทั่วโลก โดยเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมของ Swatch ผ่านเว็บออนไลน์และที่งานอีเว้นท์สด ซึ่งสมาชิกจะได้พบปะกับเหล่านักกีฬา ศิลปิน หรือบุคคลสำคัญ แฟนๆ จะได้สัมผัสกับโลกของ Swatch ผ่านทาง Swatch.tv ไปรู้จักนาฬิกา Swatch รุ่นใหม่ รับข่าววงใน และเอกสิทธิ์พรีวิวการเปิดตัวสินค้าล่วงหน้า 

ทุกปี Swatch มอบนาฬิกาใหม่หนึ่งเรือนให้กับเหล่าสมาชิก ซึ่งออกแบบขึ้นสำหรับแฟนคลับทั่วโลกโดยเฉพาะ และช่วงหลังนี้ Swatch Club ก็ได้เริ่มมอบนาฬิกาเรือนที่สองของคลับให้กับสมาชิกที่ตัดสินใจซื้อนาฬิกาเรือนแรกประจำปีนั้นๆ ด้วย Swatch Club ได้ต้อนรับสมาชิกหนุ่มสาวหน้าใหม่จำนวนมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากไอเดียการจัดงาน "Swatch Up Your Night" (มอบสีสันเจิดจ้าแบบ Swatch ให้กับค่ำคืนของคุณ) ที่มีขึ้นเป็นระยะๆ และมีคนดังจากแนวดนตรีอิเล็กโทรเป็นแขกรับเชิญ

คลับนี้ที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียงแหล่งพบปะและแลกเปลี่ยนนาฬิกา Swatch ของผู้สะสม ได้พัฒนาสู่ระดับสูงขึ้นด้วยแรงของสมาชิกที่ร่วมแชร์ความคลั่งไคล้ของตน เช่น ในปีพ.ศ. 2554 คอลเล็คชั่นส่วนตัวที่คัดสรรโดย Peter Blum นักสะสมชาวสวิสได้รับการประมูลที่ฮ่องกงในราคา 6.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2558 คอลเล็คชั่น Dunkel ของนาฬิกา Swatch กับผลงานของศิลปินผู้สันสร้าง Swatch Art Specials ได้นำรายได้เข้าคลับจากการประมูลที่ฮ่องกงอีกครั้งถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ

Swatch & Art

นับตั้งแต่นาทีแรกของแบรนด์ Swatch เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์กับศิลปะเสมอ ดังเช่นแนวป็อปอาร์ตที่เกิดขึ้นครั้งแรกในยุค 1960 นาฬิกา Swatch ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมป็อป และในไม่ช้าได้กลายเป็นผืนผ้าสำหรับศิลปินระดับโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจิตรกร ประติมากร นักดนตรี หรือผู้สร้างภาพยนตร์ สื่อที่ใช้ไม่สำคัญนัก แต่สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงออกถึงตัวตนต่างหากที่สำคัญ ศิลปินรายแรกที่ร่วมงานกับ Swatch คือ Kiki Picasso ในปีพ.ศ. 2527 ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำนับจากวันที่นาฬิกา Swatch รุ่นแรกได้ออกเผยโฉม Keith Haring จิตรกรชาวอเมริกันได้สร้างต้นแบบจำนวนหนึ่งช่วงกลางยุค 1980 และ Swatch ได้เลือกผลิตผลงานของ Haring 4 แบบและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระหว่าง Swatch กับศิลปะจึงเริ่มขึ้นและผลงานการร่วมงานระหว่าง Swatch และเหล่าศิลปินจากแขนงต่างๆ ก็ออกดอกอย่างน่าทึ่ง

Swatch Art Specials

ในหมู่ผลงานที่ล้ำค่าจำนวนมากที่ออกแบบบน "ผืนผ้าขนาดเล็กที่สุดในโลก" คือผลงาน Swatch Art Specials คลาสสิคโดย Alfred Hofkunst, Jean-Michel Folon, Sam Francis, Mimmo Paladino, Mimmo Rotella, Nam June Paik, Not Vital, Akira Kurosawa และ Pedro Almodóvar คอลเล็คชั่น Swatch & Art ได้รับการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จากศิลปินที่เริ่มผลงานสร้างสรรค์ของตนบนเวทีแฟชั่นและรันเวย์ในเมืองสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีแฟชั่นที่ปารีส มิลาน ลอนดอน โตเกียว หรือเซียงไฮ้ ศิลปินจากแขนงดังกล่าวที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่น่าจดจำให้กับ Swatch คือ Agatha Ruiz de la Prada, Jean-Charles de Castelbajac, David LaChapelle และ Jeremy Scott

ผลงานใหม่ที่ได้เข้าร่วมคอลเล็คชั่น Swatch Art Special เมื่อไม่นานมานี้มาจากหลายสาขา นับตั้งแต่ดีไซน์ที่ล้ำยุคของศิลปินมัลติมีเดียชาวสเปน José Carlos Casado ของ Mika  นักร้องแนวป็อปและศิลปินชาวอังกฤษ และของกลุ่มนักถ่ายภาพ Birdhead ของเซียงไฮ้ ไปจนถึงผลงานกราฟิกดีไซน์สีสันสดใสโดย Olaf Hajek และ Alexander Gorlizki และผลงานศิลปะร่วมสมัยของคู่ศิลปินชาวเยอรมัน EVA & ADELE ของศิลปินดัชต์ Sigrid Calon และของ Joana Vasconcelos ศิลปินเชิงแนวคิดชื่อดังชาวโปรตุเกส

ส่วนสำคัญที่จะขาดไม่ได้ในผลงาน Swatch Art Special แต่ละชิ้นก็คือบรรจุภัณฑ์ ที่บ่อยครั้งแล้วทั้งสนุกสนานและสร้างสรรค์ไม่น้อยไปกว่าตัวนาฬิกาเองเลยทีเดียว

The Swatch Art Peace Hotel

การเปิดตัว The Swatch Art Peace Hotel ที่กรุงเซียงไฮ้ถือเป็นการเปิดทางให้เรื่องราวของ Swatch & Art ได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ โรงแรมที่โดดเด่นสง่าที่ตั้งอยู่บนเดอะบัน (the Bund) ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์อย่างสมบูรณ์โดยกลุ่มบริษัทเครือ Swatch และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในปีพ.ศ. 2554 โรงแรมเสนอพื้นที่ 2 ชั้นเต็มๆ ให้เป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานและที่พักอาศัยให้กับศิลปินในพำนัก ตั้งแต่ปี 2554 Swatch เชิญศิลปินกว่า 150 รายจาก 39 ประเทศ ให้พำนักและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในโรงแรมแห่งนี้เป็นเวลาสูงสุด 6 เดือนติดต่อกัน ปลายปีพ.ศ. 2557 Swatch ได้เชิญสาธาณชนทั่วไปให้ร่วมชมนิทรรศการ FACES & TRACES ซึ่งเป็นนิทรรศการครั้งแรกสุดของโครงการ "ตามรอย" ที่แสดงผลงานทางศิลปะที่สร้างสรรค์โดยศิลปินในพำนักในปัจจุบันและจากรุ่นก่อนๆ การฉลองการเปิดงานอีเวนท์ดังกล่าวประกอบด้วย Street Art Festival ที่เสนอการวาดภาพสด และการแสดงสดของกลุ่มนักร้องโห่แบบสวิสที่เดอะบันด์เป็นครั้งแรกของโลก แขกนับร้อยเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมศิลป์และการแสดงสดทั่วทุกมุมของโรงแรมตลอดค่ำคืนนั้น นิทรรศการ FACES & TRACES ที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ดึงดูดให้แขกนับพันก้าวเข้ามายลโฉมโรงแรมที่สง่าโดดเด่นแห่งนี้

La Biennale Arte

ความสัมพันธ์ของ Swatch & Art ผูกพันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยการร่วมงานกันระหว่าง Swatch และ La Biennale di Venezia ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปีพ.ศ. 2554 และได้พัฒนาอย่างรวดเร็วเรื่อยมา La Biennale Arte ประจำปีพ.ศ. 2558 เห็นการรุกหน้าของ Swatch ที่จะย้ำจุดยืนของตนในนิทรรศการศิลป์ระดับโลกที่ขึ้นชื่อแห่งนี้ ด้วยหอแสดงสินค้าของตนเองที่ Arsenale Nord และ Giardini ซึ่งเป็นบริเวณจัดแสดงหลักสองแห่งของ La Biennale Arte ภายในหอแสดงสินค้ามีข้อมูลบรรยายถึงขอบเขตและความสำคัญของ Swatch & Art และภายใต้คำขวัญ "Swatch Faces 2015" ทาง Swatch ได้พาศิลปินจากเซียงไฮ้และจาก The Swatch Art Peace Hotel มาร่วมเสนอผลงานที่เวนิส เคียงข้างคู่ศิลปินร่วมสมัย EVA & ADELE และ Joana Vasconcelos ที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้กับคอลเลคชั่น Swatch Art Special

นวัตกรรมที่ไม่เคยคงที่ – ผลิตภัณฑ์ใหม่

ในช่วง 30 กว่าปีที่ Swatch Gents รุ่นแรกได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ช่างทำนาฬิกาสวิสรายนี้ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์พิเศษไม่เหมือนใครหลากหลายซีรีย์ ตั้งแต่ Originals รุ่นแรกไปจนถึงรุ่น POP Swatch, Irony, Skin, Scuba, Chrono Automatic, .beat, Big Classic, lightweight Irony Xlite และ SISTEM51 กลไกจักรกลที่น่าทึ่งของระบบล่าสุดประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เพียง 51 ส่วน และทำให้ Swatch เป็นแบรนด์แรกของโลกที่สามารถประกอบทุกส่วนเข้าด้วยกันด้วยเครื่องจักรได้ การปฏิวัติทางเครื่องกลอย่างแท้จริง! ผลงานสุดนิยมที่สะท้อนจิตวิญญาณที่ล้ำหน้าของ Swatch รวมไปถึง Swatch Touch ด้วย ซึ่งเป็นรุ่นที่มีสีสันสดใสแบบผู้นำเทรนด์ ในรูปแบบหน้าปัด LCD ขนาดใหญ่และแผงระบบสัมผัสแทนการใช้ปุ่มกดแบบเดิม Swatch Touch นำเทรนด์ในชีวิตประจำวันตามท้องถนนมาประดับบนข้อมือผู้สวมใส่ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากจังหวะชีวิตของคนเมืองและเสียงดนตรีอิเลคโทร และจากพลังที่สดใสเต็มที่ที่ได้รับจากกีฬา นวัตกรรมของ Swatch สร้างความผันแปรที่น่าทึ่งและสนุกสนานอีกครั้งด้วย Swatch Touch Zero One ซึ่งรวมโลกทั้ง 5 เข้าด้วยกัน "ตีบอล ปรบมือ ย่างก้าว โค้ช และบอกเวลา" และเสนอฟังก์ชั่นใหม่ๆ 18 ฟังก์ชั่น ที่จะช่วยเพิ่มความมันส์ให้กับบีชวอลเล่ย์บอลและไลฟ์สไตล์ที่คล่องแคล่วกระฉับกระเฉงให้มันส์ขึ้นไปอีกระดับ ตัวนาฬิกาเองยังเชื่อมต่อเข้ากับแอ็พของแท้น่ารักสำหรับสมาร์ทโฟนที่ Swatch เป็นผู้ออกแบบเองด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ประสบการณ์การเล่นกีฬาและออกกำลังกายของทั้งตัวผู้เล่นและแฟนๆ ได้สนุกยิ่งขึ้น

พลาสติก ซิลิโคน เหล็ก และอลูมิเนียมยังคงเป็นวัตถุดิบที่มอบความยืดหยุ่นในการใช้สี เนื้อวัตถุดิบ และเทคนิคให้กับเหล่าดีไซน์เนอร์ในการออกแบบได้อยู่เช่นเคย ดั่งที่ได้เห็นอยู่เรื่อยๆ ว่าพวกเขาสามารถสร้างความประหลาดใจและทำให้แฟนๆ เฮฮากับเครื่องบอกเวลาชิ้นเล็กๆ นี้ด้วยความตะลึงและสนุกไม่รู้จบต่อไป ส่วนวัตถุดิบประเภทใหม่ๆ ก็ยังรอคอยให้ค้นพบเช่นกัน

กีฬา

กีฬาเป็นส่วนสำคัญของความเป็น Swatch แบรนด์ได้ร่วมโปรโมทและสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและไลฟ์สไตล์ในลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น …ไลฟ์สไตล์ที่ว่ากีฬานั้นท้าทายคนหนุ่มสาวให้แสดงพลังของตนให้เต็มที่ที่สุด ด้วยเหตุนี้ Swatch จึงให้การสนับสนุนโดยเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการและเป็นสปอนเซอร์ให้กับโครงการและอีเว้นท์ต่างๆ หลากหลายประเภททั่วโลก เช่น The Swatch Skiers Cup ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการกีฬาที่สำคัญที่ Swatch ให้การสนับสนุน หรือกีฬาโต้คลื่นหญิงที่สามารถข้ามขีดจำกัดและแล่นไปได้ไกลด้วยความช่วยเหลืออย่างสมบูรณ์แบบของ Swatch หรือจะเป็นอีเว้นท์ Swatch Primeline Munich ซึ่ง Swatch ร่วมสนับสนุนกีฬาแอคชั่นมันส์ๆ อย่างเต็มที่ เช่น การแข่งขัน "จักรยานเสือภูเขาสโลปสไตล์" (Mountain Bike Slopestyle)

กีฬาโต้คลื่น

ในช่วงปีหลังๆ Swatch ขยายขอบเขตการให้การสนับสนุนกีฬาแอ็คชั่นโดยรวมกีฬาโต้คลื่นหญิงเข้าด้วย หลังจากการเปิดตัว Swatch Girls Pro France ที่ Seignosse-Hossegor ในปีพ.ศ. 2553 ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ และความคิดใหม่ของ Swatch ในปี 2554 ที่จะนำกีฬาโต้คลื่นระดับมืออาชีพระดับโลกเข้าสู่ประเทศจีน Swatch ยังได้ผลักดันและให้การสนับสนุนกีฬาแขนงนี้อย่างสูงสุดด้วยการส่งนักโต้คลื่นหญิงมืออาชีพประจำปี 2014 (Swatch Women’s Pro Trestles 2014) เข้าทัวร์แชมเปี้ยนชิพระดับโลกประเภทหญิงหรือ ASP Women’s World Championship Tour (WCT) ด้วยในปีพ.ศ. 2557 ที่ประเทศเปรู Swatch กำลังสนับสนุนโครงการที่ยอดเยี่ยมโครงการหนึ่งร่วมกับนักโต้คลื่นสาว Sofia Mulanovich อยู่ โดยที่ Sofia ได้เชิญนักโต้คลื่นที่มีพรสวรรค์รุ่นเยาว์ 12 คนจากภูมิภาคและชีวิตความเป็นมาที่ต่างกัน ให้เข้าร่วมสถาบันการโต้คลื่นระดับแนวหน้าของเธอที่ Punta Hermosa นักโต้คลื่นกลุ่มดังกล่าวจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามแรงคลื่นของมหาสมุทรและสภาพแวดล้อมทางกีฬาที่ท้าทาย ด้วยพลังและแรงสนับสนุนที่เหลือเชื่อเพื่อให้พวกเขาได้เดินตามฝันของตน

สกีและสโนว์บอร์ดแบบฟรีสไตล์

พันธะที่มั่นคงของ Swatch กับกีฬาแอ็คชั่นยังสะท้อนให้เห็นได้ใน Swatch Freeride World Tour ในฐานะสปอนเซอร์หลักด้วย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของแบรนด์กับเกมการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ (สกีและสโนว์บอร์ดแบบฟรีสไตล์) เริ่มต้นจากอีเว้นท์ Verbier Xtreme ในปีพ.ศ. 2539 ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยจนกลายเป็นผู้จัดร่วมกัน ทั้งคู่ได้เปิดอีเว้นท์ร่วมกันเป็นครั้งแรกใน Freeride World Tour ในปีพ.ศ. 2551 ที่ยังสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้

Swatch Skiers Cup

การแข่งขัน Freeride ข้ามทวีปเป็นเจ้าภาพการพิสูจน์ฝีมือขั้นเทพของทีมจากทวีปอเมริกาและยุโรปที่แข่งกันอย่างดุเดือด ในซีรีย์การแข่งสกี big mountain และ backcountry slopestyle หลังจากการจัดอีเว้นท์สองครั้งแรกที่ Valle Nevado ประเทศชิลีในปี 2554 และ 2555 Swatch Skiers Cup ได้ย้ายพื้นที่แข่งขันไปที่ Zermatt ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แทน ในปี 2557 ทีมอเมริกาล้างแค้นได้ โดยชนะไป 2 ครั้งในแต่ละประเภท ในการแข่งขันประจำปีพ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการแข่งขันครั้งที่ 5 ทีมยุโรปนำหน้าไป 3 ต่อ 2 และชนะทีมอเมริกาไปอย่างเฉียดฉิวที่ Zermatt ประเทศบ้านเกิดของ Swatch

บีชวอลเล่ย์บอล

Swatch และบีชวอลเล่ย์บอลมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน แบรนด์ได้สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ในฐานะผู้สนับสนุนตัวยงนับตั้งแต่ที่กีฬานี้เริ่มเล่นกันที่ชายหาดทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ จนมาถึงการแข่งขันในปัจจุบันทั่วโลกที่สนามที่สร้างขึ้นสำหรับบีชวอลเล่ย์บอลโดยเฉพาะ Swatch เป็นผู้สนับสนุนหลักของ FIVB Beach Volleyball SWATCH WORLD TOUR มาเป็นเวลา 10 ปี และ ณ วันนี้กลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Swatch Beach Volleyball Major Series ซึ่งเป็นซีรีย์ใหม่

Swatch Proteam

Swatch Proteam รวบรวมนักกีฬาแนวหน้าจากสาขากีฬาที่สร้างสรรค์และน่าตื่นเต้นท้าทายสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น กีฬาสโนว์บอร์ด ฟรีสกี FMX การโต้คลื่น และบีชวอลเล่ย์บอล ทั้ง Swatch และเหล่านักกีฬาของ Swatch Proteam ไม่เกรงกลัวที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพื่อทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เป็นจริงขึ้นได้

Swatch ความรับผิดชอบเชิงบรรษัท

Swatch เป็นผู้จ้างงานที่จริงจังในกว่า 60 ประเทศและมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่หลายๆ ระดับ บริษัทตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้ผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศเปรู Swatch สนับสนุนโครงการ Sofia Mulanovich ที่มุ่งที่จะมอบโอกาสให้กับเยาวชนที่มีพรสรรค์ด้านกีฬาโต้คลื่น เพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยที่จะแสดงความรับผิดชอบของตนต่อสิ่งรอบตัว โครงการระยะเวลา 3 ปีนี้ ผสมผสานการฝึกแข่งขันโต้คลื่นคุณภาพระดับสูงให้กับเยาวชนทั้งชายและหญิง รวมไปกับบทเรียนสำหรับชีวิตที่มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ และการมีน้ำใจนักกีฬา ในงานเอ็กซ์โปประจำปีพ.ศ. 2558 ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งมีธีมว่า "Feed the Planet: Energy for Life" ทาง Swatch ได้เสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนโครงการ The Treedom Project ที่ตั้งเป้าที่จะช่วยให้ทวีปแอฟริกาเขียวขจียิ่งขึ้นโดยการปลูกไม้ผลจำนวน 5100 ต้นในประเทศเคนยา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นมา ลูกค้า 5,100 รายแรกที่ซื้อนาฬิกา Swatch ที่ร้านป็อปอัพ Swatch EXPerience ได้รับไม้ผลจากโครงการรณรงค์นี้เป็นของขวัญ ผู้โชคดีเหล่านี้จะสามารถจับตาดูการเติบโตของต้นไม้ได้ทางออนไลน์ โดยกรอกรหัสส่วนตัวที่พิมพ์อยู่บนบัตรพิเศษ ด้วยการร่วมโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมนี้ Swatch สามารถบรรลุเป้าหมาย 2 เป้าหมายควบไปพร้อมๆ กัน ซึ่งก็คือการนำกำไรไปสนับสนุนโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนชาวสวนที่จะปลูกไม้ผลจริงในประเทศเคนยา 

Swatch Finder

Swatch_Finder_Teaser